คลังเก็บของ ขายหุ้นบางจาก ระดมเงินซื้อหุ้นไอพีโอ ‘โออาร์’


คลังเก็บของ ขายหุ้นบางจาก ระดมเงินซื้อหุ้นไอพีโอ ‘โออาร์’
นายประภาศ อาจเอียด ผู้อำนวยการที่ทำการคณะกรรมการแผนการรัฐวิสาหกิจ (สคราชการ) เผยออกมาว่า กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ PTT พร้อมจะใช้สิทธิจองซื้อหุ้นไอพีโอของ บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย น้ำมันแล้วก็การค้าขายปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ดังที่ได้รับแบ่งสรรทั้งยัง 100% ด้วยเหตุว่าธุรกิจของ OR มีทิศทางเติบโตสูง ก็เลยได้โอกาสที่จะได้ผลทดแทนที่ดีแก่กระทรวงการคลัง ซึ่งรายได้หรือเงินโบนัสที่ได้รับก็จะถูกนำส่งเข้าคลังเก็บของถัดไป
“ในกรณีที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยแยก OR ออกไปตั้งบริษัทใหม่ จะมีการขยายธุรกิจ การว่าจ้างเกิดขึ้น เมื่อธุรกิจเดินไปได้สวย ก็จะมีการเสียภาษีอากร ซึ่งจะเป็นรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่งด้วย มีผลต่อเศรษฐกิจในรูปภาพรวม” นายประภาศ กล่าว
ณ วันที่ 25 พ.ค. 2563 กระทรวงการคลังมีหุ้นส่วนใน PTT ปริมาณ 14,598,855,750 หุ้น หรือ 51.11% ก็เลยได้รับสิทธิสำหรับในการซื้อหุ้น OR ตามรูปร่าง 95.1997 หุ้น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ต่อ 1 หุ้น OR ในราคาหุ้นละ 16-18 บาท โดยกระทรวงการคลังจะได้รับแบ่งสรรหุ้น OR ปริมาณ 153.34 ล้านหุ้น จองซื้อที่ราคาหุ้นละ 18 บาท ราคา 2,760 ล้านบาท
ขายหุ้นบางจาก 5% ใช้สิทธิ
ที่มาของข่าวจากกระทรวงการคลัง บอกว่า เงินที่กระทรวงการคลังจะเอามาซื้อหุ้น OR นั้น กระทรวงการคลังจะขายหุ้นนิดหน่อยที่ถืออยู่ในบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ปริมาณ 5% จากที่ถืออยู่ 9.98% ให้แก่กองทุนวายุภักษ์ โดยจะขายในราคาที่เกินกว่าทุน แม้ว่าจะต่ำลงมากยิ่งกว่าราคา Book แต่ว่าในด้านภาครัฐนั้นหากขายเกินทุนนับว่ามีความเป็นธรรม
“การที่พวกเราขายหุ้น BCP ให้แก่วายุยงเหยื่อนั้น จัดว่าพวกเรามิได้ผลดีจากการลงทุนในบางจาก ด้วยเหตุว่าพวกเราให้กองทุนวายุภักษ์เข้าไปถือ ซึ่งคลังเก็บของก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกองทุนวายุภักษ์ด้วย”
ผู้สื่อขายแถลงการณ์ว่า ช่วงวันที่ 19 เดือนมกราคม มีรายการจำหน่ายบิ๊กล็อตหุ้น BCP ปริมาณ 71 ล้านหุ้น หรือ 5.22% ราคา 25.80บาท ค่ารวม 1,854.99 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเป็นรายการที่กระทรวงการคลังขายให้แก่กองทุนวายุภักษ์
กองทุนเชื่อโออาร์ไปงาม
นายพีรวงศ์วาน จิระเสวีจินดา ประธานข้าราชการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดแจงกองทุน (บลจ.) บัวหลวง บอกว่า บลจ.บัวหลวง ได้ลงนามตกลงซื้อหุ้น OR สำหรับเพื่อการเป็นผู้ร่วมลงทุนหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบุ (Cornerstone Investors) มากมายเป็นชั้น 2 ปริมาณ 143.15 ล้านหุ้น เหตุเพราะหุ้น OR มีความน่าดึงดูดใจลงทุนในระยะยาว และก็เชื่อถือในกลุ่มประธานในเครือของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในเชิงปฏิบัติการตามแผนธุรกิจที่จะสร้างการเจริญเติบโตในอนาคตได้ แม้ว่าจะมีดิสรัปชั่นเทคโนโลยีหรือเหตุการณ์ต่างๆที่บางทีอาจเป็นความเสี่ยงเข้ามาต่อจากนี้ แม้กระนั้นจากในอดีตกาลก่อนหน้าที่ผ่านมาได้พิสูจน์ความรู้ความเข้าใจของประธานในเครือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แต่ละรุ่นจนกระทั่งปัจจุบันนี้มาแล้ว
นอกเหนือจากการขยายสถานีบริการน้ำมันจนถึงเป็นหัวหน้าในธุรกิจแล้ว ยังสามารถขยายร้านขายกาแฟจนถึงติดอันดับ เป็นที่ยอมรับของลูกค้าในตอนนี้ด้วย รวมทั้งได้โอกาสขยายกิจการในต่างชาติ
“จุดเด่นของ OR เป็นหัวหน้าในธุรกิจสถานีบริการน้ำมันของประเทศ มีมาร์เก็ตแชร์กว่า 39% สามารถเติบโตได้ในระยะยาว ด้วยความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการขยายสถานีบริการน้ำมันที่มากขึ้นทั้งยังในประเทศและก็เมืองนอก โดยยิ่งไปกว่านั้นในอาเซียน ช่วงเวลาที่ค่าการตลาดน้ำมันในประเทศมีลักษณะท่าทางมีเสถียรภาพเยอะขึ้น รวมทั้งยังมีรายได้เพิ่มอีกจากร้านค้าสบายซื้อและก็ร้านขายกาแฟที่เป็นประจำจากการเดินทางภายในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆในระยะหลังวัววิด-19, โมเดลธุรกิจแบบ Dealer-Own ทำให้มีการเสี่ยงต่ำและก็ขยายสาขาด้วยเงินลงทุนต่ำเมื่อเทียบกับคู่ปรับ”
จ่อซื้อธุรกิจเพิ่ม
นายพีรตระกูล บอกว่า OR ได้เสนอข้อมูล (โรดโชว์) ถึงแผนธุรกิจในอนาคตกับกองทุนว่า นอกเหนือจากการขยายสาขาสถานีบริการน้ำมัน ร้านค้าสบายซื้อ ค๊อฟฟี่ช็อป ทั้งยังในประเทศรวมทั้งเมืองนอกแล้ว ก็ยังมีแผนสำหรับการควบรวมธุรกิจรวมทั้งซื้อธุรกิจการค้า (M&A) เนื่องจากมีกระแสการเงินสดและก็งบดุลที่เข้มแข็ง
แต่ ถ้าหากในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงจากรถยนต์ใช้น้ำมันเป็นรถยนต์กระแสไฟฟ้า OR ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนต้นแบบสถานีบริการน้ำมัน เป็นสถานีชาร์แบตเตอรี่รถไฟฟ้า ซึ่งธุรกิจในเครือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มีการเตรียมพร้อมในธุรกิจแบตเตอรี่ เพื่อรองรอบการดิสรัปชั่นที่จะเกิดขึ้น ซึ่ง บลจ.บัวหลวง เห็นว่า แผนงานดังที่กล่าวถึงแล้วมีความน่าจะเป็นไปได้ในอนาคต
ด้วยเหตุผลดังกล่าว บลจ.บัวหลวง ก็เลยประมาณราคาจุดหมายในระยะ 3 ปีด้านหน้า (2564-2566) จะมากขึ้นเป็น 25-27 บาท มีอัตราผลกำไรต่อหุ้น 1.25-1.35 บาทต่อหุ้น แล้วก็P/E 20 เท่า แม้คิดจากราคาไอพีโอที่ 18 บาท เพราะเหตุว่าเป็นหัวหน้าระดับนานาชาติในธุรกิจ non-oil ที่มีการเติบโตสูงสุดในตอนนี้
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ซึ่งได้ซื้อหุ้น OR ปริมาณ 108 ล้านหุ้น บอกว่า ด้วยความมั่นใจสำหรับในการบริหารธุรกิจของกรุ๊ปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ค่อนข้างจะมีหลักคิดที่ยืดหยุ่น รวมทั้งด้วยความสามารถของ OR แล้วก็มีเงินทุนจากวิธีขายหุ้นไอพีโอ จะสามารถสร้างการเจริญเติบโตได้ตลอดในอนาคต ด้วยเหตุนี้ก็หวังว่าราคาหุ้นของ OR จะสามารถปรับนิสัยมากขึ้นได้อีก
ยูโอบีตีราคาให้อัพไซด์ 20% 
นายกิจพณ พนาลัยกว้างใหญ่ไพศาลธุระ ผู้อำนวยการข้างพินิจพิจารณาแล้วก็นักวางแผนกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (เมืองไทย) บอกว่า ถ้ามองดูผลประกอบการย้อนไป พี/อี ของ OR จะออกจะสูงอยู่ที่ 23.9-26.9 เท่า แม้กระนั้นแม้มองดูไปยังเดาผลกำไรของปี 2564 พีอีจะอยู่ที่ 16-18 เท่า อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อเทียบกับราคาธุรกิจขายปลีกน้ำมันรวมทั้งขายปลีก จัดว่าราคาหุ้น OR ค่อนจะดึงดูดใจและก็เป็นราคาที่มีส่วนลด ในเวลาที่พวกเราตีราคาให้สมควรของ OR ไว้ที่ 22 บาท
“หากว่าในระยะยาวภาพของธุรกิจขายปลีกน้ำมันบางทีอาจมิได้เติบโตมากมายหรือเติบโตค่อยๆเป็น ค่อยๆไป เนื่องจากว่าส่วนมากยังมาจากสิ่งที่ต้องการในประเทศเป็นหลัก แต่ว่าความน่าดึงดูดใจในธุรกิจขายปลีกมีลักษณะท่าทางเติบโตสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจร้านขายกาแฟ ยังได้โอกาสเติบโตได้อีกพอเหมาะพอควรรวมทั้งสามารถเติบโตไปเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคได้”
แต่ ด้วยราคาจองซื้อระดับนี้รวมทั้งมีการตอบรับที่ดีของนักลงทุนสถาบัน คาดว่า ราคาเสนอขายจะเป็นราคาแพงสุดที่ 18 บาท รวมทั้งยังมีอัพไซด์อีก 20% จากราคาสมควรที่พวกเราประเมินไว้ ชี้แนะว่า OR มีความน่าดึงดูดใจ รวมทั้งนักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อที่สาขาของธนาคารพาณิชย์ได้ ซึ่ง OR มีลักษณะผู้กระทำระจายหุ้นที่ดีแล้วก็นานัปการ รวมทั้งทางด้านธุรกิจ OR มีความเป็นธุรกิจขายปลีกเติบโตตลอด ก็เลยเหมาะสมมกับการลงทุนระยะกึ่งกลางถึงยาวมากยิ่งกว่า เมื่อเทียบกับหุ้นของกรุ๊ป การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยร่วมกันที่เหมาะสมกับการลงทุนเป็นบริเวณ
ยิ่งกว่านั้น OR ยังมีความน่าดึงดูดใจ จากผลประกอบการที่มี 2 ธุรกิจหลักเป็นขายปลีกน้ำมันรวมทั้งขายปลีก โดยรูปทรงธุรกิจขายปลีกเติบโตมากขึ้นตลอดอย่างเป็นจริงเป็นจัง และก็มากยิ่งกว่าธุรกิจขายปลีกน้ำมัน ทำให้แนวโน้มราคาหุ้น OR ได้โอกาสได้พรีเมี่ยมเพิ่มสูงขึ้น เดี๋ยวนี้ตลาดให้ราคาของธุรกิจขายปลีกน้ำมัน พีอี อยู่ที่ 15-18 เท่า ส่วนค่าของธุรกิจขายปลีกจะสูงยิ่งกว่า พีอีอยู่ที่ 24-28 เท่า
เข้า SET 50 โดยทันที
นายกิจพณ บอกว่า การเข้าขึ้นทะเบียนในตลาดฯของ OR คาดว่าจะเป็นผลกระทบต่อตลาดในลักษณะก็จะคล้ายกับ AWC และก็ SCGP ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาผลที่ได้ขึ้นจากการจองซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่ตระเตรียมเข้าขึ้นทะเบียนในตลาดฯ พบว่า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดแล้วก็สำเร็จระยะสั้นๆแค่นั้น ช่วงเวลาเดียวกัน OR ระดับมาร์เก็ตแคปราว 2 แสนล้านบาท นับได้ว่าไปสู่ SET 50 ออกจะแน่ๆ โดยนักลงทุนอีกทั้งสถาบันแล้วก็รายย่อยจำต้องจัดแจงเงินเพื่อจองซื้อ โดยบางทีอาจจะต้องขายหุ้นหรือลดหุ่นหุ้นบางตัวในพอร์ตลงไป
ผู้รายงานข่าวกล่าวว่า ผู้กระทำระจายหุ้น OR รอบนี้จะต่างจากผู้กระทำระจายหุ้นไอพีโอทั่วๆไป ตรงที่หุ้น OR จะไม่มีการจัดสรรให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆด้วยเหตุว่าเกรงว่าบริษัทหลักทรัพย์ฯจะนำไปจัดแบ่งถึงแม้ว่าจะลูกค้ารายใหญ่ของตน ทำให้นักลงทุนรายย่อยคลาดโอกาส ซึ่งเกรงว่าจะซ้ำรอยผู้กระทำระจายหุ้น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2544 ที่หมดเกลี้ยงด้านใน 1 นาที 17 วินาที
คาดอิพ่อปีนี้พุ่ง 66%
นายกิติเตียนชาญ ศรีสุขม้า ผู้อำนวยการอาวุโสข้างพินิจพิจารณาหลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (เมืองไทย) บอกว่า ภาพรวมธุรกิจ OR ปี 2564 รวมทั้ง 2565 อีกทั้งธุรกิจขายปลีกน้ำมันแล้วก็ขายปลีกผลกำไร ยังเติบโต มี EBITDA เติบโต 66% จากการบริโภคน้ำมันลดน้อยลงรวมทั้งฐานต่ำเมื่อปีก่อน รวมทั้งเติบโต 13.6% ได้สม่ำเสมอ ทั้งยังค่าการตลาดปรับพฤติกรรมดียิ่งขึ้นจากแนวโน้มราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น ระหว่างที่ จำนวนวิธีขายน้ำมันมากขึ้น 4.2% และก็ 6.8% เป็นลำดับ ตามการฟื้นฟูสภาพของจำนวนการบริโภคน้ำมันในประเทศ ข้างหลังคุมการแพร่ระบาดวัววิด-19 หรือมีวัคซีนเข้ามา
ช่วงเวลาที่ ธุรกิจขายปลีกอย่างเช่น ร้านค้าสบายซื้อแล้วก็ร้านขายกาแฟ ผลกำไรยังเติบโต มี EBITDA เติบโตเฉลี่ย 9-15% ต่อปี
การเสี่ยงของ OR เห็นว่า จำนวนสิ่งที่ต้องการการบริโภคน้ำมันที่ได้รับผลพวงจากวัววิด-19 ระบาด รวมทั้งการเช็ดกดิสรัปจากเทคโนโลยีอีวีคาร์ หรือรถยนต์กระแสไฟฟ้าอาจจะก่อให้ความอยากน้ำมันในประเทศชะลอตัวลง ทั้งยังมีความปั่นป่วนจากการบันทึกผลกำไรขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน โดยในปี 2562 มีรูปทรงผลกำไรคิดเป็น 11% ของ EBITDA รวมทั้งมีขาดทุนสะสมจากการสต็อกน้ำมันในตอน 9 เดือนของปี 2563 กระทบ EBITDA หดตัว 25% ดังนี้ขึ้นกับแนวทางราคาน้ำมันที่เปลี่ยนไป
ลุ้นเปิดเทรด 18-20 บาท
ศูนย์ข่าวโบรกเกอร์ บอกว่า แนวโน้มการปรับขึ้นของราคาข้างหลัง OR เข้าขึ้นทะเบียนในตลาดฯ คงจะคล้ายกับ SCGP ด้วยเหตุว่าเป็นลักษณะของหุ้นมาร์เก็บแคปขนาดใหญ่ การขยับของราคาบางทีอาจจะต้องใช้เวลา แต่ว่าปัจจุบันนี้ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ประโยชน์จากกระแสการเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า แล้วก็หุ้นรายๆตัวราคาปรับขึ้นมาใกล้จุดหมายแล้ว
ในช่วงเวลาที่ ฝั่ง OR เป็นหุ้นค่อนข้างจะใหม่ ในระยะยาวธุรกิจยังมีทิศทางการเจริญเติบโตตลอดรวมทั้งมีแผนในการขยายกิจการร้านขายกาแฟ รวมทั้งยังสามารถลงทุนในระยะสั้นๆได้ตามต้นสายปลายเหตุราคาน้ำมันมีทิศทางปรับนิสัยขึ้น ก็เลยเห็นว่า ราคา OR ได้โอกาสปรับขึ้นแน่ๆ ถึงแม้ว่าราคาปิดจองจะเป็นราคาแพงสุดที่ 18 บาท แล้วก็คงจะขึ้นไปแถวระดับ 20 บาทในวันแรกที่เปิดการค้าขายรวมทั้งมีอัพไซด์ต่อได้อีก ด้วยเหตุว่าเป็นหุ้นในเครือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยอยู่ในฝั่งหุ้นที่ได้รับความนิยม

Recommended Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published.